top of page

ทำไมเปียโนทุกหลังต้องยอมเพี้ยนนิดหน่อย: อันเดรอัส แวร์คไมสเตอร์ ระบบเทียบเสียงปี 1691 และสิ่งที่คนเรียนเปียโนควรรู้เรื่องการจูน

3 วันที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ใครเคยนั่งฟังช่างจูนเปียโนทำงานคงสังเกตว่าช่างไม่ได้กดทีละโน้ตแล้วจบ แต่กดเสียงคู่ค้างไว้ ฟังเสียงที่สั่นเป็นจังหวะ แล้วค่อย ๆ ขยับหมุดทีละนิด เบื้องหลังขั้นตอนนี้คือปัญหาที่นักดนตรีและนักคณิตศาสตร์ยุโรปถกเถียงกันมาหลายศตวรรษ ว่าจะแบ่งหนึ่งช่วงคู่แปดออกเป็นสิบสองโน้ตอย่างไรให้เพลงฟังกลมกล่อมในทุกกุญแจเสียง

คอมมาเล็ก ๆ ที่ทำให้คีย์บอร์ดปิดวงไม่ลง

ต้นเหตุของปัญหาเริ่มจากฟิสิกส์ของเสียง ขั้นคู่ห้าเพอร์เฟกต์ที่บริสุทธิ์มีอัตราส่วนความถี่ 3 ต่อ 2 ถ้าเราไล่ขั้นคู่ห้าแบบบริสุทธิ์ต่อกันสิบสองครั้ง จากโด ไปซอล ไปเร ไปเรื่อย ๆ จนวนกลับมาที่โด เสียงสุดท้ายจะสูงกว่าโดที่ได้จากการไล่ช่วงคู่แปดเจ็ดครั้งอยู่เล็กน้อย ส่วนต่างนี้เรียกว่าคอมมาแบบพีทาโกรัส มีขนาดราว 23.5 เซนต์ หรือเกือบหนึ่งในสี่ของครึ่งเสียง

ปัญหายังซ้อนกันอีกชั้น ขั้นคู่สามเมเจอร์ที่บริสุทธิ์มีอัตราส่วน 5 ต่อ 4 แต่ขั้นคู่สามที่เกิดจากการไล่ขั้นคู่ห้าบริสุทธิ์สี่ครั้งจะกว้างเกินไปราว 21.5 เซนต์ ซึ่งเรียกว่าคอมมาแบบซินโทนิก นักดนตรีจึงต้องเลือกว่าจะยอมให้ขั้นคู่ไหนเพี้ยนไปเท่าไร เพราะเครื่องดนตรีที่มีคีย์ตายตัวอย่างออร์แกน ฮาร์ปซิคอร์ด และเปียโน ไม่สามารถขยับระดับเสียงระหว่างเล่นได้เหมือนนักร้องหรือนักไวโอลิน

ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 17 ระบบที่นิยมมากคือมีนโทน ซึ่งบีบขั้นคู่ห้าให้แคบลงเพื่อให้ขั้นคู่สามเมเจอร์ในกุญแจเสียงที่ใช้บ่อยฟังบริสุทธิ์ ผลข้างเคียงคือขั้นคู่ห้าตัวสุดท้ายที่ต้องปิดวงจะเพี้ยนมากจนนักดนตรีเรียกว่าเสียงหมาป่า กุญแจเสียงที่มีชาร์ปหรือแฟลตจำนวนมากจึงแทบใช้ไม่ได้ ผู้ประพันธ์ต้องเลี่ยงไม่เขียนเพลงในกุญแจเหล่านั้น

แวร์คไมสเตอร์กับหนังสือ Musicalische Temperatur

อันเดรอัส แวร์คไมสเตอร์ เป็นนักออร์แกนและนักทฤษฎีดนตรีชาวเยอรมัน มีชีวิตระหว่างปี 1645 ถึง 1706 และทำงานเป็นนักออร์แกนประจำโบสถ์ในเมืองฮัลเบอร์ชตัดท์ในช่วงท้ายของชีวิต ในปี 1691 แวร์คไมสเตอร์ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Musicalische Temperatur ซึ่งอธิบายวิธีแจกจ่ายคอมมาให้กระจายไปในบางขั้นคู่ แทนการโยนความเพี้ยนทั้งหมดไปไว้ที่จุดเดียว

หนึ่งในวิธีที่ถูกพูดถึงบ่อยในปัจจุบัน ซึ่งนักวิชาการมักเรียกว่าแวร์คไมสเตอร์สาม บีบขั้นคู่ห้าเพียงสี่คู่ ได้แก่ โด–ซอล ซอล–เร เร–ลา และที–ฟาชาร์ป ให้แคบลงคู่ละหนึ่งในสี่ของคอมมาแบบพีทาโกรัส ส่วนขั้นคู่ห้าที่เหลือคงความบริสุทธิ์ไว้ ผลคือวงของขั้นคู่ห้าปิดได้พอดี ไม่มีเสียงหมาป่า และเล่นได้ครบทั้งยี่สิบสี่กุญแจเสียงทั้งเมเจอร์และไมเนอร์

จุดที่น่าสนใจคือแต่ละกุญแจเสียงในระบบแบบนี้ไม่ได้ฟังเหมือนกัน กุญแจที่ใกล้โดเมเจอร์มีขั้นคู่สามที่กลมกล่อมกว่า ส่วนกุญแจที่อยู่ไกลออกไปจะมีขั้นคู่สามกว้างและตึงกว่า นักดนตรีในยุคนั้นจึงพูดถึงสีสันหรืออารมณ์เฉพาะของแต่ละกุญแจเสียง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มีพื้นฐานทางเสียงจริง ไม่ใช่เพียงจินตนาการ

จากระบบเทียบเสียงแบบเวลล์สู่การแบ่งเท่ากัน

ระบบที่กระจายความคลาดเคลื่อนแบบนี้เรียกรวมกันว่าระบบเทียบเสียงแบบเวลล์ ซึ่งมีหลายสูตรจากนักทฤษฎีหลายคน ไม่ได้มีแค่ของแวร์คไมสเตอร์ ในปี 1722 โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค รวบรวมบทเพลงชุด Das Wohltemperierte Clavier เล่มแรก ซึ่งมีพรีลูดและฟิวก์ครบทั้งยี่สิบสี่กุญแจเสียง และเล่มที่สองตามมาในช่วงต้นทศวรรษ 1740 งานชุดนี้แสดงให้เห็นว่าการเล่นครบทุกกุญแจกลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริงแล้วในยุคนั้น

คำถามว่าบาคใช้ระบบเทียบเสียงสูตรไหนยังเป็นประเด็นถกเถียงในวงวิชาการจนถึงวันนี้ บางคนเชื่อว่าเป็นสูตรใกล้เคียงของแวร์คไมสเตอร์ บางคนตีความลวดลายบนหน้าปกต้นฉบับว่าเป็นรหัสบอกวิธีจูน และไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับ สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือคำว่า wohltemperiert หมายถึงการเทียบเสียงที่ดีพอให้เล่นทุกกุญแจได้ ไม่ได้หมายถึงการแบ่งครึ่งเสียงเท่ากันแบบที่เราคุ้นในปัจจุบัน

ในช่วงศตวรรษที่ 19 การแบ่งครึ่งเสียงเท่ากันค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานของเปียโน ระบบนี้แบ่งหนึ่งช่วงคู่แปดเป็นสิบสองส่วนเท่ากัน ครึ่งเสียงละ 100 เซนต์ ทุกกุญแจเสียงจึงฟังเหมือนกันหมดและเปลี่ยนกุญแจได้อิสระ ราคาที่ต้องจ่ายคือขั้นคู่สามเมเจอร์กว้างกว่าแบบบริสุทธิ์ราว 14 เซนต์ในทุกกุญแจ หูของคนรุ่นเราชินกับเสียงนี้จนแทบไม่รู้สึก แต่ถ้าตั้งใจฟังเสียงคู่สามที่กดค้าง จะได้ยินเสียงสั่นถี่ ๆ ซ้อนอยู่

เรื่องจูนเสียงเกี่ยวกับคนเรียนเปียโนอย่างไร

ช่างจูนเปียโนสมัยใหม่ยังต้องจัดการเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นอีก สายเปียโนมีความแข็ง ทำให้เสียงฮาร์โมนิกของสายสูงกว่าตัวคูณทางทฤษฎีเล็กน้อย ช่างจึงจูนโน้ตเสียงสูงให้สูงขึ้นและโน้ตเสียงต่ำให้ต่ำลงกว่าค่าทางคณิตศาสตร์เล็กน้อย เรียกว่าการจูนแบบยืด ในปี 1938 โอ. แอล. เรลส์แบ็ก ได้วัดและเผยแพร่กราฟความคลาดเคลื่อนนี้ ซึ่งคนในวงการเรียกต่อมาว่าเส้นโค้งเรลส์แบ็ก

สำหรับคนเรียนเปียโน เรื่องนี้มีประโยชน์มากกว่าความรู้รอบตัว ข้อแรกคืออธิบายว่าทำไมเปียโนอะคูสติกต้องจูนเป็นประจำ เพราะสายที่ตึงอยู่ตลอดเวลาจะคลายลงตามอุณหภูมิและความชื้น ในเมืองร้อนชื้นอย่างกรุงเทพฯ การจูนตามรอบที่ช่างแนะนำ และวางเปียโนให้ห่างจากหน้าต่างหรือช่องลมแอร์ ช่วยให้เสียงคงที่และการซ้อมฟังสบายหูขึ้น

ข้อที่สองคือทำให้เข้าใจการเล่นดนตรีร่วมกับผู้อื่น นักร้องและนักไวโอลินมักปรับขั้นคู่สามให้แคบลงโดยไม่รู้ตัวเพื่อให้ฟังกลมกล่อม ขณะที่เปียโนขยับไม่ได้ เมื่อเล่นประกอบจึงอาจได้ยินความต่างเล็กน้อย ความเข้าใจนี้ช่วยให้นักเปียโนฟังเพื่อนร่วมวงอย่างใจกว้าง และเลือกน้ำหนักเสียงหรือการวางคอร์ดที่ไม่ไปชนกับเสียงของคนอื่น

ฝึกหูเรื่องเสียงคู่ด้วยแอปสอนเปียโน AI

การฝึกหูเรื่องนี้เริ่มได้ที่บ้าน ลองกดโด–ซอลค้างไว้แล้วฟังว่าเสียงนิ่งเพียงใด จากนั้นกดโด–มีค้างไว้แล้วสังเกตเสียงสั่นที่ถี่กว่า การฝึกแบบนี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ แต่ต้องการความสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดที่ TIGA ALPHA ออกแบบมาช่วย แอปพลิเคชันสอนเปียโนออนไลน์ตัวนี้พัฒนาโดยทีมคนไทย ระบบสอนเปียโนด้วย AI ฟังว่าผู้เรียนกดโน้ตถูกตัวและลงจังหวะตรงหรือไม่ แล้วบอกผลทันทีหลังเล่นจบแต่ละท่อน

ทิศทางของบทเรียนมาจากครูอั้ม ผู้สอนเปียโนมา 20 ปี และรับบทบาท CEO ของบริษัท บทเรียนในแอปสอนเปียโน AI ตัวนี้มีให้เลือกทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนกลางได้ จุดต่างจากโรงเรียนดนตรีแบบดั้งเดิมคือการซ้อมทุกครั้งได้รับคำติชมทันที ไม่ต้องเก็บคำถามรอจนถึงคาบหน้า คนที่สอนดนตรีอยู่แล้วก็ใช้แอปสอนเปียโนออนไลน์เป็นตัวช่วยตรวจการบ้านของนักเรียนระหว่างสัปดาห์ได้ และคนทำงานที่อยากเรียนดนตรีในเวลาว่างก็เลือกเวลาซ้อมเองได้

การเรียนเปียโนออนไลน์แบบมีโครงสร้างควรครอบคลุมทั้งเทคนิค การอ่านโน้ต และการฟัง คอร์สเรียนเปียโนออนไลน์ AI จัดบทเรียนให้ยากขึ้นทีละระดับ ส่วนคอร์สเปียโนที่เรียนกับครูโดยตรงช่วยเติมเรื่องการตีความและสีสันของเสียง ไม่ว่าจะเลือกคอร์สเรียนเปียโนแบบไหน แอปสอนเปียโนที่ดีควรทำให้ผู้เรียนอยากฟังเสียงของตัวเองละเอียดขึ้น ไม่ใช่แค่กดให้ครบตามโน้ต

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ระบบเทียบเสียงแบบเวลล์ต่างจากการแบ่งครึ่งเสียงเท่ากันอย่างไร ตอบ: การแบ่งครึ่งเสียงเท่ากันทำให้ทุกครึ่งเสียงกว้างเท่ากันหมด ทุกกุญแจเสียงจึงมีสีเสียงเหมือนกัน ส่วนระบบแบบเวลล์อย่างที่แวร์คไมสเตอร์เสนอ กระจายความคลาดเคลื่อนไม่เท่ากัน กุญแจเสียงที่ใช้บ่อยจะมีขั้นคู่สามใกล้ความกลมกล่อมตามธรรมชาติมากกว่า ส่วนกุญแจเสียงที่มีชาร์ปหรือแฟลตมากจะฟังตึงขึ้น แต่ยังเล่นได้ทุกกุญแจ

ถาม: คนเพิ่งเริ่มเรียนเปียโนจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ไหม ตอบ: ไม่จำเป็นต่อการเริ่มเล่น แต่ช่วยอธิบายเหตุผลที่เปียโนต้องได้รับการจูนเป็นระยะ และช่วยให้เข้าใจเหตุที่เสียงร้องหรือเสียงไวโอลินบางครั้งฟังต่างจากเปียโนอยู่นิดหนึ่ง ความเข้าใจนี้ทำให้การฟังละเอียดขึ้นเมื่อเรียนไปถึงระดับกลาง

ถาม: แอปสอนเปียโนออนไลน์ช่วยฝึกหูเรื่องระดับเสียงได้แค่ไหน ตอบ: แอปช่วยตรวจว่ากดโน้ตถูกตัวและถูกจังหวะ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการฟัง ส่วนการฝึกแยกความกลมกล่อมของขั้นคู่ ผู้เรียนทำได้เองด้วยการกดเสียงคู่ค้างไว้แล้วฟังเสียงสั่นที่เกิดขึ้น และพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับครูได้

เรื่องราวของแวร์คไมสเตอร์เตือนว่าเสียงที่เราได้ยินจากเปียโนทุกวันเป็นผลของการตัดสินใจและการประนีประนอมที่สะสมมาหลายร้อยปี ไม่มีระบบไหนสมบูรณ์แบบในทุกด้าน มีเพียงการเลือกว่าจะยอมเสียอะไรเพื่อได้อะไร เมื่อเข้าใจข้อนี้ การเล่นเปียโนจะไม่ใช่แค่การกดให้ถูก แต่เป็นการฟังว่าแต่ละคอร์ดกำลังพูดอะไรอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องดนตรีที่อยู่ตรงหน้า

การรู้ว่าทำไมเสียงเปียโนเป็นแบบนี้ช่วยให้ฟังเพลงที่ตัวเองเล่นละเอียดขึ้น ถ้าอยากฝึกหูควบคู่กับนิ้วอย่างเป็นขั้นตอนทุกวัน ลองให้ระบบที่ฟังการซ้อมช่วยชี้จุดที่ยังไม่แม่นดูไหม? เริ่มกับ TIGA ALPHA ได้ที่ https://tigaalpha.github.io/landing/ — ทุกคนเล่นแพ็กเกจพรีเมียมฟรี 7 วัน แล้วต่อเดือนละ 799 บาท หากอยากเรียนสดกับครูอั้ม ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.tigastudio.net/ ซึ่งเปิดสอนสดไม่เกิน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่นั่งจึงมีจำนวนจำกัด ดูข้อมูลบริษัทและเทคโนโลยีของ TIGA ALPHA ได้ที่ https://www.tigaalpha.com

 
 
 

ความคิดเห็น


ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ได้แล้ว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าของเว็บไซต์
bottom of page