top of page

กวีโดแห่งอาเรซโซกับโด เร มี: วิธีสอนดนตรีของนักบวชอิตาลีราวปี 1025 ที่ครูสอนเปียโนยุคนี้ยังหยิบมาใช้ได้

1 วันที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ทุกวันนี้เด็กที่เริ่มเรียนดนตรีมักร้องโด เร มี ได้ก่อนจะรู้ว่าพยางค์เหล่านี้มาจากไหน และเปิดหนังสือเพลงก็เห็นโน้ตเรียงบนเส้นบรรทัดอย่างเป็นระเบียบ แต่เมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน เครื่องมือสองอย่างนี้ยังไม่มีใครใช้กันแพร่หลาย ผู้ที่วางรากฐานสำคัญให้ทั้งสองระบบคือนักบวชชาวอิตาลีคนหนึ่ง ซึ่งถ้ามองด้วยสายตาปัจจุบัน ก็คือครูดนตรีที่ใส่ใจวิธีสอนมากกว่าใครในยุคของตน

นักบวชผู้รำคาญการท่องจำทำนองแบบไม่รู้จบ

กวีโดแห่งอาเรซโซ เกิดราวปี 991 หรือ 992 และเป็นนักบวชในคณะเบเนดิกติน ช่วงแรกอยู่ที่อารามปอมโปซาทางตอนเหนือของอิตาลี มีหน้าที่ฝึกนักร้องให้ขับร้องบทสวดในพิธี ซึ่งในเวลานั้นต้องเรียนด้วยการฟังครูร้องแล้วร้องตามซ้ำ ๆ ทำนองแต่ละบทจึงอยู่ในความจำของคนเท่านั้น นักร้องที่อยากจำบทสวดได้ครบต้องใช้เวลาหลายปี และทำนองยังเพี้ยนไปตามผู้ถ่ายทอดได้ง่าย

กวีโดมองว่าวิธีนี้สิ้นเปลืองเวลาและไม่แม่นยำ จึงคิดหาเครื่องมือที่ให้นักร้องอ่านทำนองที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ด้วยตัวเอง ราวปี 1025 กวีโดย้ายไปอยู่ที่เมืองอาเรซโซ และเขียนตำราดนตรีชื่อ Micrologus ซึ่งอธิบายทฤษฎีและการปฏิบัติของการขับร้อง ตำรานี้ถูกคัดลอกและใช้สอนต่อกันในยุโรปอย่างกว้างขวางตลอดหลายศตวรรษหลังจากนั้น

เส้นบรรทัดที่ทำให้มองเห็นระยะห่างของเสียง

ก่อนยุคของกวีโด การบันทึกทำนองใช้เครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เรียกว่านูมเหนือคำร้อง เครื่องหมายเหล่านี้บอกทิศทางคร่าว ๆ ว่าเสียงขึ้นหรือลง แต่ไม่บอกชัดว่าขึ้นไปกี่ขั้น ผู้อ่านจึงยังต้องรู้จักทำนองมาก่อนจึงจะร้องได้ถูก นูมทำหน้าที่เป็นเพียงตัวช่วยเตือนความจำ ไม่ใช่สิ่งที่บอกเสียงได้อย่างครบถ้วนด้วยตัวเอง

ทางแก้ของกวีโดคือการวางเครื่องหมายเสียงบนเส้นแนวนอนและช่องระหว่างเส้น โดยเส้นกับช่องที่อยู่ติดกันห่างกันหนึ่งขั้น และเส้นที่อยู่ติดกันห่างกันเป็นขั้นคู่สาม พร้อมกำกับอักษรไว้ที่ต้นเส้นเพื่อบอกว่าเส้นนั้นคือเสียงอะไร ในต้นฉบับบางชุดยังใช้สีช่วย เช่น เส้นสีแดงสำหรับเสียงฟา และเส้นสีเหลืองสำหรับเสียงโด ซึ่งเป็นต้นแบบของเครื่องหมายกุญแจประจำบรรทัดที่เราใช้ทุกวันนี้

ความสำคัญของระบบนี้อยู่ที่การทำให้ระยะห่างระหว่างเสียงมองเห็นได้ด้วยตา ผู้อ่านรู้ทันทีว่าทำนองขยับขึ้นหนึ่งขั้นหรือกระโดดข้ามไปหลายขั้น โดยไม่ต้องพึ่งความจำ บรรทัดเสียงในยุคนั้นมักมีสี่เส้น ส่วนบรรทัดห้าเส้นสำหรับดนตรีคีย์บอร์ดค่อย ๆ เป็นมาตรฐานในช่วงหลายศตวรรษต่อมา แต่หลักการวางเสียงบนเส้นและช่องยังเป็นแบบเดียวกับที่กวีโดวางไว้

เพลงสวดหนึ่งบทกับพยางค์อุต เร มี ฟา ซอล ลา

เครื่องมือชิ้นที่สองของกวีโดเกี่ยวกับการฝึกหู ในจดหมายที่เขียนถึงภราดาไมเคิลแห่งปอมโปซาเมื่อราวทศวรรษ 1030 กวีโดอธิบายวิธีใช้เพลงสวดภาษาละตินบทหนึ่งที่อุทิศแด่นักบุญยอห์น ทำนองของเพลงนี้มีลักษณะพิเศษ คือแต่ละวลีเริ่มต้นด้วยเสียงที่สูงขึ้นทีละขั้นต่อเนื่องกันหกขั้น และพยางค์แรกของแต่ละวลีคือ อุต เร มี ฟา ซอล ลา

เมื่อนักร้องจำเพลงนี้ได้ขึ้นใจ ก็มีจุดอ้างอิงสำหรับเสียงทั้งหกขั้นอยู่ในหัว เวลาพบทำนองใหม่ที่ขึ้นต้นด้วยเสียงฟา นักร้องเพียงนึกถึงวลีที่ขึ้นต้นด้วยพยางค์ฟาในเพลงที่คุ้นเคย แล้วร้องเทียบระดับเสียงได้ทันที กวีโดเขียนเล่าว่าวิธีนี้ทำให้ผู้เรียนอ่านทำนองที่ไม่เคยได้ยินได้เร็วขึ้นมาก เมื่อเทียบกับการท่องจำทีละบทแบบเดิม

หกเสียงนี้กลายเป็นพื้นฐานของระบบเฮกซะคอร์ด หรือกลุ่มเสียงหกขั้น ที่ใช้สอนดนตรีในยุโรปต่อเนื่องหลายร้อยปี ต่อมาในอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 17 มีการเปลี่ยนพยางค์อุตเป็นโดเพราะร้องได้สะดวกกว่า และเพิ่มพยางค์สำหรับเสียงที่เจ็ด ระบบโด เร มี ฟา ซอล ลา ที ที่คนทั่วโลกรู้จักในวันนี้จึงสืบเชื้อสายมาจากเพลงสวดบทนั้นโดยตรง

อีกเครื่องมือที่มักผูกกับชื่อของกวีโดคือมือของกวีโด เป็นวิธีจำเสียงโดยกำหนดให้ข้อนิ้วแต่ละข้อแทนเสียงหนึ่งเสียง ครูชี้ข้อนิ้วเพื่อบอกเสียงที่ต้องการให้ร้อง นักประวัติศาสตร์ดนตรีชี้ว่าหลักฐานส่วนใหญ่ของระบบนี้มาจากตำราในยุคหลัง จึงน่าจะเป็นการพัฒนาต่อยอดโดยครูรุ่นต่อมา แต่แนวคิดการใช้ร่างกายเป็นแผนที่ของเสียงก็สะท้อนวิธีคิดที่กวีโดเริ่มต้นไว้

หลักการสอนของกวีโดในห้องเรียนเปียโน

ถ้าสรุปเป็นหลักการสอน งานของกวีโดมีอย่างน้อยสามข้อที่ใช้ได้ทุกยุค ข้อแรกคือผูกสิ่งใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนรู้จักแล้ว ข้อที่สองคือทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างเสียงกลายเป็นภาพที่มองเห็นได้ ข้อที่สามคือมุ่งให้ผู้เรียนพึ่งตัวเองได้ อ่านทำนองใหม่ได้โดยไม่ต้องรอให้ครูร้องให้ฟังก่อนทุกครั้ง ทั้งสามข้อเป็นหัวใจของการสอนดนตรีที่ได้ผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในห้องเรียนเปียโน หลักข้อแรกกลายเป็นเทคนิคจำขั้นคู่ด้วยเพลงที่คุ้นหู เช่น ใช้ช่วงเปิดของทำนองที่รู้จักเป็นตัวอ้างอิงของขั้นคู่สี่หรือขั้นคู่ห้า หลักข้อที่สองคือการอ่านโน้ตด้วยระยะห่าง แทนการไล่ชื่อโน้ตทีละตัว เมื่อเห็นว่าโน้ตตัวถัดไปอยู่บนเส้นถัดไป ผู้เรียนรู้ทันทีว่าต้องข้ามไปหนึ่งคีย์ ทักษะนี้ทำให้การอ่านโน้ตเร็วขึ้นมากเมื่อเพลงเริ่มยาวและซับซ้อน

หลักข้อที่สามคือการพึ่งตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนที่ต้องซ้อมคนเดียวที่บ้าน เพราะไม่มีใครบอกว่าเล่นถูกหรือผิด นี่คือช่องว่างที่ TIGA ALPHA ตั้งใจเข้ามาเติม แอปสอนเปียโน AI ที่บริษัทนวัตกรรมการศึกษาของคนไทยพัฒนาขึ้นรับฟังการกดคีย์แต่ละครั้งของผู้ใช้ แล้วบอกทันทีว่าโน้ตตัวใดหรือจังหวะช่วงใดต้องแก้ ผู้เรียนจึงตรวจสอบตัวเองได้ตลอดเวลาที่ซ้อม และแอปสอนเปียโนตัวนี้ยังจดจำจุดที่พลาดบ่อยไว้ให้ทบทวนในวันถัดไป

จากมือของกวีโดถึงแอปสอนเปียโน AI

แนวทางของบทเรียนมาจากครูอั้ม ผู้คลุกคลีกับการสอนเปียโนมา 20 ปี ก่อนขึ้นเป็น CEO ของบริษัท บทเรียนวางโน้ตบนบรรทัดคู่กับภาพคีย์ที่ต้องกด เพิ่มความยากทีละขั้นจากสิ่งที่ทำได้แล้ว และให้เลือกเรียนเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนกลาง ผู้เรียนในบ้านเดียวกันที่ถนัดคนละภาษาจึงใช้แอปพลิเคชันสอนเปียโนออนไลน์ตัวเดียวกันได้ ต่างจากโรงเรียนดนตรีแบบทั่วไปที่มักสอนเพียงภาษาเดียวตามครูประจำคาบ

สำหรับคนที่ต้องการเรียนเปียโนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง คอร์สเรียนเปียโนออนไลน์ AI ช่วยให้มีบทเรียนรอทุกวัน ขณะที่ครูผู้สอนดนตรีใช้แอปสอนเปียโนออนไลน์เป็นการบ้านระหว่างคาบได้ การสอนเปียโนด้วย AI จึงทำงานร่วมกับครู ไม่ใช่แข่งกับครู ใครอยากให้ครูช่วยดูอารมณ์และสำเนียงของบทเพลงแบบตัวต่อตัว ก็เพิ่มคอร์สเปียโนแบบเรียนสดได้ คอร์สเรียนเปียโนที่ผสมทั้งสองแบบจึงให้ทั้งความสม่ำเสมอและความลึก

เกือบหนึ่งพันปีหลังจากกวีโดเขียนจดหมายถึงเพื่อนนักบวช ปัญหาของคนเรียนดนตรียังคล้ายเดิม คือจะจำเสียงได้อย่างไร จะอ่านสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้อย่างไร และจะซ้อมเองได้อย่างมั่นใจอย่างไร คำตอบของกวีโดคือเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ฉลาด ครูและผู้เรียนวันนี้มีเครื่องมือมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่หัวใจยังเหมือนเดิม คือทำให้การเล่นเปียโน การอ่านโน้ต และการเล่นดนตรีโดยรวมเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การท่องจำเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: กวีโดแห่งอาเรซโซเป็นผู้คิดบรรทัดห้าเส้นใช่ไหม ตอบ: ไม่ตรงเสียทีเดียว กวีโดพัฒนาระบบบรรทัดที่ใช้เส้นและช่องเรียงกันเป็นขั้นคู่สามพร้อมอักษรกำกับเสียง ซึ่งในยุคนั้นมักใช้สี่เส้น ส่วนบรรทัดห้าเส้นที่ใช้กับดนตรีคีย์บอร์ดทุกวันนี้เป็นพัฒนาการในหลายศตวรรษต่อมา แต่แนวคิดหลักเรื่องการวางเสียงบนเส้นและช่องสืบทอดมาจากระบบของกวีโด

ถาม: ทำไมพยางค์แรกจึงเปลี่ยนจากอุตเป็นโด ตอบ: พยางค์อุตออกเสียงต่อเนื่องได้ไม่สะดวกเมื่อร้อง ในอิตาลีช่วงศตวรรษที่ 17 จึงเริ่มใช้โดแทน และต่อมามีการเพิ่มพยางค์สำหรับโน้ตตัวที่เจ็ด ระบบจึงกลายเป็นเจ็ดพยางค์อย่างที่คุ้นเคยในปัจจุบัน

ถาม: แอปสอนเปียโนออนไลน์นำหลักของกวีโดมาใช้ได้อย่างไร ตอบ: หลักสำคัญของกวีโดคือการผูกเสียงใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนรู้จักแล้ว และทำให้ระยะห่างของเสียงมองเห็นได้ แอปที่ดีจึงแสดงโน้ตบนบรรทัดคู่กับคีย์ที่ต้องกด ให้ผู้เรียนได้ยินผลทันที และเพิ่มความยากทีละขั้นจากสิ่งที่ทำได้แล้ว

วิธีสอนที่ดีทำให้เสียงที่มองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ถ้าอยากฝึกอ่านโน้ตและฟังเสียงแบบมีลำดับขั้น โดยมีระบบช่วยตรวจทุกครั้งที่กดคีย์ ลองเริ่มบทเรียนแรกดูหรือยัง? เริ่มกับ TIGA ALPHA ได้ที่ https://tigaalpha.github.io/landing/ — ทุกคนเล่นแพ็กเกจพรีเมียมฟรี 7 วัน แล้วต่อเดือนละ 799 บาท หากอยากเรียนสดกับครูอั้ม ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.tigastudio.net/ ซึ่งเปิดสอนสดไม่เกิน 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่นั่งจึงมีจำนวนจำกัด ดูข้อมูลบริษัทและเทคโนโลยีของ TIGA ALPHA ได้ที่ https://www.tigaalpha.com

 
 
 

ความคิดเห็น


ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ได้แล้ว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าของเว็บไซต์
bottom of page